[ux_text font_size=”1″]
โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) โดยเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่พบมากในเด็ก เนื่องจากยังไม่มีภูมิต้านทานหรือไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสนี้มาก่อน การแพร่เชื้อสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผื่นของผู้ป่วย หรือผ่านทางละอองอากาศที่เกิดจากการไอหรือจาม
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”อาการของโรคอีสุกอีใส” tag_name=”h2″]
[row]
[col span__sm=”12″ align=”center”]
[ux_image id=”6461″ image_size=”original”]
[/col]
[/row]
[ux_text font_size=”1″]
อาการที่พบบ่อยที่สุดคือการเกิดผื่นคัน ซึ่งจะเริ่มเกิดขึ้นหลังจากผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสประมาณ 10-21 วัน หลังจากนั้นผื่นจะแปรเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส ๆ และในที่สุดจะกลายเป็นสะเก็ด นอกจากผื่นแล้ว อาการที่พบร่วมด้วยอาจมีดังนี้:
- ไข้
- ปวดหัว
- รู้สึกอ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”ระยะของอาการโรคอีสุกอีใส” tag_name=”h2″]
[row]
[col span__sm=”12″ align=”center”]
[ux_image id=”6460″ image_size=”original”]
[/col]
[/row]
[ux_text font_size=”1″]
- ระยะที่หนึ่ง: ผื่นสีชมพูหรือแดงจะเริ่มปรากฏขึ้น
- ระยะที่สอง: ตุ่มน้ำใสเริ่มเกิดขึ้นและจะแตกออก
- ระยะที่สาม: สะเก็ดแผลจะเกิดขึ้นครอบคลุมตุ่มน้ำ และจะค่อยๆ หายไปภายในหลายวัน
ผู้ป่วยจะมีความสามารถในการแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงก่อนที่ผื่นจะเริ่มปรากฏ และจะยังสามารถแพร่เชื้อได้จนกว่าตุ่มน้ำทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสะเก็ดแผล
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”เมื่อใดควรพบแพทย์?” size=”130″]
[row]
[col span__sm=”12″ align=”center”]
[ux_image id=”6459″ image_size=”original”]
[/col]
[/row]
[ux_text font_size=”1″]
การพบแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นหากคุณหรือบุตรของคุณเริ่มแสดงอาการที่ชวนสงสัยว่าเป็นโรคอีสุกอีใส หากพบว่าผื่นมีการลุกลามไปยังตา หรือเกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจลำบาก, ปวดกล้ามเนื้อ, อาการไอทรุดลง, หรือมีไข้สูงกว่า 38.9°C ควรรีบติดต่อแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง” size=”130″]
[row]
[col span__sm=”12″ align=”center”]
[ux_image id=”6458″ image_size=”original”]
[/col]
[/row]
[ux_text font_size=”1″]
โรคอีสุกอีใสเกิดจากการติดเชื้อไวรัส Varicella-Zoster ซึ่งแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือผ่านละอองในอากาศ ผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อหรือไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วย หากคุณทำงานในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานพยาบาล คุณควรพิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงในการติดเชื้อ
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”ภาวะแทรกซ้อนของโรคอีสุกอีใส” size=”130″]
[ux_text font_size=”1″]
แม้โรคอีสุกอีใสในเด็กที่มีสุขภาพดีมักจะไม่มีอาการรุนแรง แต่ในบางกรณีสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น:
- การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง
- โรคปอดอักเสบ
- โรคสมองอักเสบ
- ภาวะช็อกจากพิษ (Toxic Shock Syndrome)
- โรคเรย์ซินโดรมในเด็กที่รับประทานยาแอสไพริน
[/ux_text]
[title style=”bold-center” text=”กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง” tag_name=”h2″ size=”120″]
- ทารกแรกเกิดที่มารดาไม่เคยได้รับวัคซีนหรือป่วยเป็นโรคนี้
- ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด
[title style=”bold-center” text=”ผลกระทบต่อการตั้งครรภ์” size=”130″]
ผู้หญิงที่ติดเชื้อโรคอีสุกอีใสระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรก มีความเสี่ยงที่จะคลอดบุตรที่มีน้ำหนักตัวต่ำ หรือมีความพิการที่แขนและขา นอกจากนี้ทารกยังอาจเกิดโรคอีสุกอีใสที่มีความรุนแรงในทันทีหลังคลอดได้
[title style=”bold-center” text=”การป้องกันโรคอีสุกอีใส” size=”130″]
วิธีป้องกันโรคอีสุกอีใสที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน วัคซีนอีสุกอีใสเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิผลสูง โดยสามารถฉีดได้ในเด็กและผู้ใหญ่ โดยวัคซีนนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัดในผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสในอดีตได้อีกด้วย
[title style=”bold-center” text=”การวินิจฉัยและรักษาโรคอีสุกอีใส” size=”130″]
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้จากการตรวจร่างกายและสังเกตลักษณะของผื่น ในกรณีที่จำเป็นแพทย์อาจทำการตรวจเลือดเพื่อยืนยันการติดเชื้อ โดยทั่วไปโรคอีสุกอีใสไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษในเด็กที่มีสุขภาพดี นอกจากการให้ยาบรรเทาอาการคันและไข้ อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ แพทย์อาจสั่งยาต้านไวรัสเพื่อช่วยลดอาการและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
